อยากรู้ไหม กินอะไร ทำไมเป็น โรคเก๊าท์

อยากรู้ไหม กินอะไร ทำไมเป็น โรคเก๊าท์


มีคนไม่ใช้น้อยที่สงสัยว่าพวกเขาเหล่านั้น (ผู้ป่วย) กินอะไร ? ทำไมถึงเป็นโรคเกาต์ เพราะเคยได้ยินกันอยู่บ่อยๆ ว่า อย่ากินไก่เยอะสิ เดี๋ยวเป็นเกาต์นะ ไอ้จะเลิกกินไก่ทอด ไก่ย่าง ให้น้อยลงก็คงจะเป็นเรื่องที่ทรมานจิต วันนี้เลยถือโอกาสหยิบเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับโรคเกาต์มาฝาก จะได้หายข้องใจกันไปเลยว่า ยังกินไก่ต่อได้ไหม

โรคเกาต์ คืออะไร ?

โรคเกาต์ เป็นโรคข้ออักเสบประเภทหนึ่ง พบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง เกิดจากการตกตะกอนของกรดยูริคภายในข้อ โดยกรดยูริคนี้ก็มาจากการรับประทานอาหารที่มีสารพิวรีนเป็นส่วนประกอบ ซึ่งมีอยู่มากในอาหารจำพวกเครื่องในสัตว์ และ ถั่วเมล็ดแห้ง เตือนไว้ก่อนเลยว่าหากใครที่เป็นโรคเกาต์แล้ว จะต้องได้รับการดูรักษาต่อเนื่องไปจนตลอดชีวิตเลย (จริง 1000%) เพราะหากปล่อยทิ้งไว้ จะทำให้ข้อต่างๆ ในร่างกายของเราผิดรูป ทำให้พิการได้ น่ากลัวมากเลยใช่มั๊ย

อาการแบบไหนถึงจะทำให้รู้ว่าเป็น โรคเกาต์ เข้าแล้ว ?

วิธีสังเกตก็ดูไม่ยาก ดูตามนี้ได้เลย
  1. มีอาการปวดตามข้อ ข้อบวม ผิวบริเวณข้อแดง กดลงไปจะรู้สึกเจ็บ ซึ่งสามารถเป็นได้กับข้อหลายตำแหน่ง ที่พบบ่อยๆ ได้แก่ ข้อนิ้วโป้งเท้า ข้อเท้า และ ข้อเข่า อาการปวดนี้จะเกิดขึ้นแบบฉับพลัน รวมถึง มีอาการไข้ขึ้นเล็กน้อย จนถึง ไข้ขึ้นสูง
  2. ในแต่ละครั้ง อาการปวดเก๊าท์เมื่อกำเริบขึ้น จะกินเวลาไปประมาณ 3 - 7 วัน
  3. เมื่อรู้ตัวว่าเป็นโรคเกาต์แล้ว แต่ไม่รีบดูแลรักษา ปล่อยให้มีอาการอยู่เรื่อยๆ และต่อเนื่อง มีความเสี่ยงที่จะทำให้การอักเสบเกิดขึ้นซ้ำๆ จนทำให้ข้อบิดเบี้ยว เดินลำบาก จนถึงเกิดเป็นความพิการได้
  4. นอกจากนั้น ยังมีอาการอื่นเกิดขึ้นร่วมด้วยอีก เช่น พบเป็นนิ่วในไต หรือ นิ่วในทางเดินปัสสาวะ


สิ่งที่ไปกระตุ้นให้ โรคเกาต์ เกิดการเจริญเติบโต

ข้อนี้เป็นประเด็นที่หลายคนต้องการรู้ นั่นคือ สิ่งที่เรารับเข้าสู่ร่างกาย แล้วเข้าไปเสริมให้มีโอกาสที่ โรคเกาต์ หรือ ถ้าหากเป็นอยู่แล้วก็จะยิ่งเสริมให้มีอาการรุนแรงมากขึ้น คือ
  • การกินอาหารที่มีสารพิวรีนประกอบอยู่มาก เช่น สัตว์ปีก เครื่องในสัตว์
  • ยาบางชนิด อาทิ ยาลดความดันโลหิตบางชนิด ยาที่เพิ่มให้เลือดมีกรดยูริคสูง
  • การดื่มเหล้าและเบียร์
  • ปัจจัยอื่นๆ ได้แก่ การบาดเจ็บ ช่วงเวลาหลังผ่าตัดใหม่ หรือ แม้แต่ความเครียด ก็มีส่วนที่ทำให้เกิดโรคเกาต์ได้เช่นกัน

‘ปวดเกาต์’ เกิดขึ้นตอนไหนได้บ้าง ?

แม้ว่าในตอนนี้ ยังไม่สามารถบอกได้อย่างแน่ชัดว่า อาการปวดเกาต์จะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ เนื่องจากความแตกต่างของแต่ละคน ขึ้นอยู่กับปัจจัยใดที่ทำให้เกิดอาการปวดได้ แต่ส่วนใหญ่แล้วช่วงเวลาดังต่อไปนี้ ผู้ป่วยมักจะเกิดอาการปวดขึ้นได้คล้ายกัน
  • ช่วงเวลาที่เกิดความเครียดสูง มีแรงกดดันสูง
  • ช่วงเวลาที่กินเลี้ยงในงานสังสรรค์ กินอาหารมากจนเกิดเป็นพิษต่อร่างกาย โดยเฉพาะอาหารที่มีกรดยูริคสูง
  • ช่วงเวลาที่ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
  • ช่วงเวลาที่อากาศเย็น หนาว ฝนตก หรืออากาศมีความแปรปรวน
  • ช่วงเวลาที่ร่างกายไม่แข็งแรง หรือป่วย


ระดับความรุนแรงของ ‘โรคเกาต์’

  1. Asymptomatic Hyperuricemia : ในระยะนี้ อาการจะยังไม่แสดงออกมาให้เห็น แม้ว่า ในเลือดจะมีกรดยูริคสะสมอยู่สูง แต่ยังไม่แสดงอาการปวดใดๆ
  2. Acute Gouty Arthritis : ระยะนี้เป็นระยะที่ผู้ป่วยเกิดอาการปวดตามข้อขึ้นมาอย่างกะทันหัน
  3. Intercritical Gout (พัก) : ระยะนี้ผู้ป่วยจะหยุดอาการปวดลง หรือเริ่มหายปวดจากช่วงแรก เป็นระยะที่เว้น ก่อนจะเริ่มอาการปวดในครั้งต่อไป โดยระยะนี้แนะนำให้รีบหาวิธีรักษาแก้ไขอย่างเร่งด่วนก่อนที่อาการปวดจะกลับมาอีก
  4. Recurrent Gout Arthritis : ในระยะนี้ ผู้ป่วยจะกลับมามีอาการปวดอีกครั้ง
  5. Chronic Tophaceous Gout : ระยะนี้ อาการปวดที่เกิดขึ้นจะรุนแรงจนถึงเรื้อรัง จะปวดไม่หยุด บริเวณที่ปวดจะลามออกไป มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ตามมา

การตรวจวินิจฉัย

เมื่อมีอาการตามที่กล่าวมาข้างต้น หรือ มีบางอาการที่ส่อว่า กำลังเข้าสู่การเป็นผู้ป่วยโรคเกาต์ ก็ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย โดยแพทย์จะมีการตรวจวินิจฉัยด้วยวิธีดังต่อไปนี้
  • การเจาะน้ำในข้อไปตรวจ วิธีนี้ว่ากันว่า เป็นวิธีการตรวจยืนยันที่ดีที่สุด ไม่เพียงแค่การตรวจหาว่าเป็นโรคเกาต์หรือไม่ แต่ยังช่วยวินิจฉัยโรคอื่นๆ เพิ่มเติมได้ด้วย
  • การเจาะเลือดเพื่อตรวจระดับกรดยูริคในร่างกาย ว่ามีสูงกว่าปกติหรือไม่
  • การฉายภาพรังสี X-Ray บริเวณข้อที่มีอาการปวด เพื่อดูความผิดปกติ

การรักษาโรคเกาต์

เมื่อได้รับการตรวจวินิจฉัยกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแล้ว พบว่าตัวเองนั้นเป็น โรคเกาต์ จริงๆ แพทย์ก็จะสั่งยา พร้อมคำแนะนำเพื่อบรรเทาอาการ โดยผู้ป่วยต้องปฏิบัติตามสั่งแพทย์อย่างเคร่งครัด
  • ขณะที่โรคกำเริบ ควรกินยาตามแพทย์สั่ง
  • ประคบเย็น
  • ลดการใช้ข้อ หลีกเลี่ยงการลงน้ำหลักลงที่ข้อที่เกิดอาการอักเสบ
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ

ป้องกัน โรคเกาต์ เอาไว้ตั้งแต่ต้นต้องทำยังไง?

  • หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารดังต่อไปนี้ ตับไก่ กึ๋นไก่ หัวใจไก่ ตับหมู เซ่งจี้หมู ตับอ่อน ไต มันสมองวัว เนื้อเป็ด เนื้อไก่ ห่าน ปลาดุก ปลาซาร์ดีน ปลาอินทรีย์ ปลาไส้ตัน ไข่ปลา กุ้งชีแฮ้, หอย น้ำสกัดเนื้อ น้ำต้มกระดูก ซุปก้อน น้ำซุปต่างๆ ยีสต์ เห็ด ถั่วเขียว ถั่วดำ, ถั่วแดง ถั่วเหลือง ชะอม กระถิน กะปิ เป็นต้น
  • ดื่มน้ำมากๆ
  • กินยาตามคำสั่งของแพทย์อย่างเคร่งครัด ในผู้ป่วยบางรายอาจต้องกินยาตลอดชีวิต

เป็นงัยบ้างคะ กับข้อมูลข้างต้น เรียกได้ว่าเคลียร์ใจกันไปเลย ไม่ใช่แค่ไก่นะ ที่กินมากไปแล้วไม่ดี แต่ยังรวมถึงสัตว์ปีกทุกชนิดอีกด้วย แล้วยังเครื่องในที่จัดว่าเป็นของโปรดของใครอีกหลายๆ คน เพราะฉะนั้น ถ้าเลือกที่จะกิน ก็ต้องดูแลตัวเองให้ดีด้วย ต้องดื่มน้ำให้มาก ออกกำลังกายให้เยอะ ร่างกายจะได้เผาผลาญ โรคเกาต์ จะได้ไม่ถามหานะจ๊ะ

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

รวม 10 เรื่องสั้นเสริมสร้างกำลังใจแข็งแกร่ง

รวมบทความเรื่องสั้นเสริมสร้างกำลังใจ

บทความเรื่องสั้นเสริมสร้างกำลังใจยามท้อ