เลือกใช้ ยาแก้ปวด กับ ยาคลายกล้ามเนื้อ อย่างไรถึงจะถูก
เลือกใช้ ยาแก้ปวด กับ ยาคลายกล้ามเนื้อ อย่างไรถึงจะถูก
การรับประทานยาแก้ปวดและยาคลายกล้ามเนื้อในปัจจุบันกลายเป็นกิจวัตรกันเลยทีเดียว ไม่ว่าจะปวดแผล ปวดหัว ปวดฟัน เจ็บป่วย ก็ต้องรับทานยาแก้ปวด ยาแก้ปวดจึงกลายเป็นยาสามัญประจำบ้าน ถ้าบ้านไหนไม่มีคงจะไม่ได้ ส่วนยาคลายกล้ามเนื้อ ก็ไม่ต่างกันนัก ทานกันอย่างเป็นเรื่องปกติ เพื่อลดอาการปวดปวดแขน ปวดขา ปวดกล้ามเนื้อ แก้เมื่อยล้าจากการทำงาน หรือ จากการออกกำลังกาย
ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย ได้เล็งเห็นความสำคัญของเรื่องการเลือกใช้ ยาแก้ปวดและยาคลายกล้ามเนื้อให้ถูกต้อง ไว้อย่างน่าสนใจ ดังต่อไปนี้
เลือกใช้ยาแก้ปวดให้ถูกประเภท
การใช้ยาแก้ปวด จะต้องคำนึงถึงสิ่งใดบ้าง อันดับแรก คือ “ถูกโรค” เราจะต้องรู้ก่อนว่า เราเป็นโรคอะไรก่อน โดยปกติ อาการปวดที่พบบ่อย มักจะเป็นอาการปวดของกล้ามเนื้อเส้นเอ็น ซึ่งสามารถซื้อยาได้จากร้านขายยาเองได้เลย ไม่จำเป็นต้องพบแพทย์ เพราะอาการค่อนข้างเด่นชัด เช่น ปวดไหล่ กดเจ็บเฉพาะที่ ซึ่งเป็นลักษณะการปวดจากเส้นเอ็น
ถ้ามีอาการกล้ามเนื้อตึงตัวผิดปกติ ก็ควรเลือกใช้ยาคลายกล้ามเนื้อ แต่หากปวดเฉยๆ โดยไม่มีกล้ามเนื้อตึงตัวผิดปกติ ก็ควรจะใช้ยาแก้ปวด ซึ่งจะเป็นคนละกลุ่มกัน อันนี้ต้องเลือกใช้ให้ถูกต้อง หากเป็นอาการปวดแล้วมีการอักเสบร่วมด้วย เช่น มีข้ออักเสบร่วมด้วย ก็จะต้องใช้ที่แรงขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง ถ้าปวดแบบธรรมดา อาจจะใช้ อาเซตฟิโนเฟ่น หรือ พาราเซตามอล อย่างที่เรารู้จักใช้กันเป็นอย่างดี แต่เมื่อมีอาการอักเสบร่วมด้วย เช่น เอ็นอักเสบ หรือ ข้ออักเสบ ก็จะต้องใช้ยาในกลุ่มที่จะเพิ่มขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง เป็นกลุ่มที่เรียกว่า ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์
วิธีใช้ยาแก้ปวดให้ปลอดภัยต่อร่างกาย
การรับประทานยา ทั้ง 2 ชนิด มีข้อแนะนำคือ จะต้องใช้ให้ “ถูกขนาด และ ถูกเวลา” เพราะต่างก็มีขนาด วิธีใช้ยา และ ข้อควรระวัง ที่แตกต่างกัน ในปัจจุบันมีการใช้ยาพาราเซตามอลในขนาดที่ผิดกันอยู่เสมอ แนะนำว่าในแต่ละครั้งควรจะรับประทานแค่ 1 เม็ด หรือ 500 มิลลิกรัม เท่านั้น ไม่ควรรับประทาน 2 เม็ด ในทุกๆ 6 ชั่วโมง อย่างที่ใช้กันมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจมีผลข้างเคียงต่อตับได้ ข้อดีของยาพาราเซตามอลคือซื้อหาได้ง่าย ใช้แล้วปลอดภัยมาก เหมาะสำหรับการปวดที่ไม่รุนแรง
ส่วนยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ซึ่งมีหลายชนิด มีความแรงขึ้นมาอีกระดับหนึ่งนั้น ขนาดที่ใช้ขึ้นกับยาแต่ละชนิด และผลข้างเคียงมีมากกว่ายาพาราเซตามอล ซึ่งประเภทนี้จะทำให้เกิดการระคายเคืองแก่กระเพาะอาหาร ทำให้เลือดออกในกระเพาะอาหารได้ มีผลทำให้หลอดเลือดอุดตันเพิ่มขึ้นได้ในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยง และอาจทำให้ไตวาย ดังนั้น ยาในกลุ่มนี้จึงควรใช้ตามคำแนะนำของแพทย์เท่านั้น โดยเฉพาะในผู้ป่วยสูงอายุหรือมีโรคร่วม เพื่อแพทย์จะระมัดระวังการใช้ มีแนวทางการป้องกันความผิดปกติจากผลข้างเคียงของการใช้ยา หรือ เปลี่ยนไปใช้ยากลุ่มอื่นๆ ซึ่งจะปลอดภัยมากกว่า
หากใช้ยากลุ่มนี้เป็นระยะเวลานาน อัตราการเกิดผลข้างเคียงจะสูงขึ้น เมื่อภาวะดังกล่าวหรืออาการและอาการแสดงของโรคหายหรือทุเลาลง จึงควรหยุดยา

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น